แย่แล้ว น้ำมันเบรกไปสัมผัสเข้ากับสีรถ จะแก้ไขอย่างไรดี

ซื้อ-ประกันรถยนต์

เชื่อว่าอาจมีหลายท่านนำรถไปเปลี่ยนหรือเติมน้ำมันเบรก แล้วน้ำมันเบรกเกิดไปหกเลอะสัมผัสเข้ากับสีรถ บางคนปล่อยไว้เพราะคิดว่าซื้อประกันรถยนต์ราคาสูงไว้คุ้มครองแล้ว มีปัญหาอะไรก็ขอเคลมไป แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คุณเข้าใจ การที่น้ำมันเบรกสัมผัสโดนสีรถนั้นมีผลต่อสีรถอย่างมาก และบางทีอาจทำให้คุณต้องเสียเงินจำนวนมากในการทำสีรถด้วย แล้วจะทำอย่างไรดี

น้ำมันเบรกเลอะโดนสีรถอย่าวางใจ

เมื่อมีรถยนต์ การดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมขับและมีความสวยงามอยู่เสมอ ก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งของคนที่เป็นเจ้าของรถทุกคน เพราะเมื่อรถอยู่ในสภาพที่ดีการขับขี่ก็จะปลอดภัย หลายคนอาจมองว่าซื้อประกันรถยนต์ราคาสูงไว้คุ้มครองแล้ว ขับเฉี่ยวนิดชนหน่อยก็เคลมเอา ไม่เห็นต้องกังวลอะไร แต่ความจริงแล้ว อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเรื่องไม่แน่นอน เราอาจไม่ได้โชคดีแบบนั้นเสมอไป

เรื่องการดูแลรถเองก็เช่นกัน บางครั้งเราพยายามจะดูแลรถให้อยู่ในสภาพที่ดี แต่ความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเวลานำรถไปเปลี่ยนน้ำมันเบรก หรือเปลี่ยนน้ำมันเบรกด้วยตนเองก็ตาม บางครั้งอาจพลาดน้ำมันเครื่องหกเลอะไปโดนสีรถของเรา หากเกิดเหตุในลักษณะนี้ขึ้นมา บอกเลยว่ารอไม่ได้เด็ดขาด ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดทันที

เนื่องจากในน้ำมันเบรกนั้นมีสานเคมีประเภท Glycol และ Elther ผสมอยู่ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีความเป็นกรดอยู่สูง จึงสามารถที่จะกัดกร่อนสีรถไปจนถึงตัวพื้นผิวรถได้เลย นอกจากนั้นแล้วสารเคมีเหล่านี้ก็ยังเป็นอันตรายต่อตัวเรา ทั้งเป็นอันตรายต่อผิวเมื่อสัมผัส และยังอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและสมองหากสูดดมเข้าไปอีกด้วย

แม้ว่าสารเคมีเหล่านี้จะมีอันตราย แต่ก็จำเป็นที่จะต้องผสมลงไปในน้ำมันเบรกด้วย เพราะสารเหล่านี้จะช่วยทำให้น้ำมันเบรกทนต่อความร้อนสูงได้ คือเป็นการเพิ่มจุดเดือดให้กับน้ำมัน เมื่อน้ำมันเบรกมีจุดเดือดที่สูงขึ้นก็จะทนแรงอัดและความร้อนที่เกิดจากการเบรกได้ดี ทำให้การเบรกมีประสิทธิภาพดีขึ้นนั่นเอง

การแก้ไขเมื่อน้ำมันเบรกเลอะที่สีรถ

  1. ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือทิชชูรีบซับน้ำมันที่เลอะออกในทันที โดยให้ใช้เป็นการซับอย่าใช้การเช็ด เพราะถ้าเช็ดตัวน้ำมันจะกระจายไปยังพื้นที่บริเวณอื่น ๆ ของรถ ซึ่งก็จะทำให้รถเสียหายหลายจุด
  2. หลังจากซับน้ำมันออกแล้วให้ใช้น้ำสะอาดฉีดล้าง บริเวณที่เปื้อนน้ำมัน
  3. จากนั้นให้นำน้ำสะอาดผสมแชมพูล้างรถ หรือสบู่ ชำระล้างบริเวณที่เปื้อน และล้างออกด้วยน้ำเปล่าธรรมดาอีกครั้ง
  4. ซับน้ำให้แห้งเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง ก็เป็นอันเรียบร้อย

การป้องกันไม่ให้น้ำมันเบรกมาสัมผัสสีรถ

ทุกสิ่งทุกอย่างควรเริ่มต้นจากการป้องกันไม่ใช่การแก้ไข เหมือนกับเราซื้อประกันรถยนต์ราคาสูง ๆ ไว้ก็เพื่อเป็นการป้องกันและเตรียมรับมือกับอุบัติเหตุ ซึ่งแบบนี้ย่อมดีกว่าการเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว ต้องมานั่งแก้ไขสถานการณ์เองด้วยเงินของตนเอง กรณีน้ำมันเบรกเปื้อนสีรถก็เช่นกัน เราควรจะต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่าที่จะมาแก้ไข ซึ่งทางป้องกันหลัก ๆ ก็จะมี 2 วิธีคือ

  • การเลือกใช้น้ำมันเบรกชนิด Silicone Based ซึ่งแบบนี้จะเป็นกรดอ่อน ๆ ไม่กัดกร่อนสีรถ
  • นำรถไปทำเคลือบแก้ว ซึ่งเป็นวิธีปกป้องสีรถอยู่แล้ว รถที่ทำการเคลือบแก้วมาจะมีชั้นฟิล์มที่คอยปกป้องสีรถอยู่ แต่วิธีการนี้ก็มีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่เหมือนกัน

นี่คือแนวทางในการแก้ไขและป้องกันน้ำมันเบรกไปสัมผัสเข้ากับสีรถ ซึ่งผู้ที่มีรถทุกคนสามารถนำไปใช้กันได้ และไม่ว่าคุณจะมีรถแบบไหน หรูหรือธรรมดาอย่างไรก็ตาม ก็ควรจะทำประกันรถไว้ด้วย ซึ่งการซื้อประกันรถยนต์ราคาไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เพียงเลือกให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของตนเอง ก็จะทำให้มั่นใจในเวลาขับขี่มากขึ้น มีไว้ย่อมดีกว่าเสมอ

Related Post

ประกันภัย 2+

ประกันรถยนต์ 2+ กับประกันรถยนต์ชั้น 2 ต่างกันอย่างไรประกันรถยนต์ 2+ กับประกันรถยนต์ชั้น 2 ต่างกันอย่างไร

ประกันรถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภทด้วยกันไม่ได้มีเพียงประกันรถยนต์ชั้น 1 แบบที่หลาย ๆ คนเข้าใจ โดยบางคนนั้นนอกจากมองว่าประกันรถยนต์มีแค่ประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้วนั้นยังมองว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันรถยนต์มีราคาสูงจึงไม่ยอมทำประกันรถยนต์ ซึ่งแท้จริงแล้วประกันรถยนต์ยังมีอีกหลายประเภทที่นอกเหนือจากประกันรถยนต์ชั้น 1 อย่างเช่นประกันรถยนต์ชั้น 2 , 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นต้น โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึงประกันภัยรถยนต์ประเภทหนึ่งที่มีความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 และมีราคาถูกกว่ามาก ๆ นั่นคือประกันรถยนต์ชั้น 2 และ ประกันภัย 2+ โดยเราจะมาดูว่าประกันทั้งสองประเภทเป็นอย่างไรมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง  ความแตกต่างของประกันรถยนต์ชั้น 2 และประกันภัยรถยนต์ 2+  เริ่มจากประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 นั้นจะมีความคุ้มครองที่คล้ายกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แต่มีความต่างจากประกันภันชั้น 1 คือประกันภัยชั้น 2 นั้นจะไม่ให้ความคุ้มครองในส่วนของรถผู้เอาประกัน นั่นหมายความว่าประกันรถยนต์ชั้น 2 ให้ความคุ้มครองกรณีรถชน อุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันตัวขับขี่ ในส่วนของบุคคลภายนอกหรือคู่กรณีเท่านั้น ไม่ให้ความคุ้มครองกับรถที่เอาประกัน นอกจากนี้ก็ยังมีความคุ้มครองรถสูญหาย ไฟไหม้เช่นเดียวกับประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งประกันรถยนต์ชั้น 2 นั้นราคาถูกกว่าประกันชั้น 1 เป็นอย่างมาก  ประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือประกันภัย 2+ นั้นเป็นประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองเช่นเดียวกับประกันรถยนต์ชั้น 2 แต่มีการเพิ่มเติมความคุ้มครองในฝั่งของผู้เอาประกันภัย นั่นหมายความว่าประกันภัย 2+ ให้ความคุ้มครองกรณีรถชน อุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันตัวขับขี่ ในส่วนของทั้งบุคคลภายนอกหรือคู่กรณีและส่วนของผู้เอาประกันภัยด้วยเช่นกัน และนอกจากนี้ก็ยังมีความคุ้มครองรถสูญหาย ไฟไหม้เช่นเดียวกับประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งถือว่าประกันรถยนต์ 2+ นี้มีความคุ้มครองที่ใกล้เคียงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นอย่างมาก อีกทั้งมีราคาที่ถูกกว่าประกันชั้น 1 มากซึ่งราคาของประกันภัย 2+ นั้นมีราคาที่สูงกว่าประกันภันชั้น 2 เพียงนิดเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นประกันที่มีความคุ้มค่ามาก ๆ  ประกันภัยรถยนต์ทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันในด้านของความคุ้มครองที่ประกัน 2+ นั้นได้เพิ่มเข้า

4 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้รู้ว่าบ้านของเราคือ Loft4 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้รู้ว่าบ้านของเราคือ Loft

สไตล์การตกแต่ง Loft นั้นได้รับความนิยมในทางฝั่งตะวันตกอย่างมากเนื่องด้วยบ้านเขาที่อากาศไม่ร้อน จึงทำให้การตกแต่งนี้นั้นยอดฮิตไม่แพ้กัน แต่สำหรับคนไทยอย่างเรา นั้นการตกแต่งบ้านสไตล์นี้นั้นจะควบคุมอุณหภูมิยาก ประกอบกับ บ้านเราอากาศร้อนจึงทำให้การตกแต่งประเภทนี้ไม่ค่อยได้เห็นหนักดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูถึง 4องค์ประกอบสำคัญที่จะบ่งบอกว่าบ้านของเราคือ “สไตล์ Loft” กันนะครับ เพดานสูง เป็นเหมือนสิ่งตกทอดมาตลอดในการตกแต่งสไตล์ดิบ ๆ ที่จะทำให้ตัวเพดานนั้นยกสูงขึ้นกว่าปกติ และ เป็นจุดเด่นที่เห็นชัดอย่างมากในการตกแต่ง สไตล์ Loft ซึ่งนอกจากจะเป็นสไตล์ดั้งเดิมแล้วการที่ยกเพดานขึ้นสูงนั้นยังช่วยในเรื่องของ การถ่ายเทอากาศให้สะดวกอีกด้วย

ชิปปิ้งที่ดี

คุณสมบัติ Shipping ที่ดีคุณสมบัติ Shipping ที่ดี

เดี๋ยวนี้โลกของอินเตอร์เน็ตทำให้เรามีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต ของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนบนโลกคุณสามารถเป็นเจ้าของเพียงแค่กดปลายนิ้วมือเท่านั้น ซึ่งหลายๆคน นอกจากจะซื้อมาใช่เองแล้วยังมีการสั่งซื้อมาเพื่อทำการค้าขาย โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่มีการสั่งของจากจีนมาเพื่อจำหน่ายกันมากขึ้น แต่การสั่งของจากจีนท่านก็สมารกระทำได้ด้วยตนเองหรือสั่งของจากจีนผ่านชิปปิ้ง ดังนั้นการเลือกใช้บริการกับผู้ให้บริการชิปปิ้ง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญสำหรับผู้นำเข้า – ส่งออกสินค้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ให้บริการจะเป็นผู้ที่ดูแลทุกขั้นตอนการขนส่งสินค้าของเราตั้งแต่พ่อค้า แม่ค้า จนถึงมือเราที่เป็นลูกค้า หรือจากเราในฐานะผู้ขาย ส่งไปถึงมือผู้ซื้อ ซึ่งถ้ามีปัญหาเกิดจากการเลือกชิปปิ้ง ที่ไม่เป็นมืออาชีพ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย วันนี้จะมานำเสนอคุณสมบัติของ Shipping ที่ดีมาให้ได้ลองศึกษากันเลยก่อนทำการสั่งของจากจีนผ่านชิปปิ้งกันเลย  มาตรฐานการวัดขนาดและน้ำหนักชัดเจน ในการสั่งของจากจีนผ่านชิปปิ้งนั้น ชิปปิ้งที่ดีจะต้องคิดราคาตามจริงตามขนาดของสินค้า เพราะมีบางชิปปิ้งไม่ได้ระบุเรื่องของการวัดขนาดและน้ำหนัก แต่มีชิปปิ้งที่ดีต้องบอกรายละเอียดและระบบการคิดน้ำหนักที่หน้าเว็บไซต์ที่ชัดเจน   สามารถส่งได้ภายในเวลาที่กำหนด สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำเข้าสินค้าคือการส่งภายในเวลาที่กำหนด  เนื่องจากชิปปิ้งบางเจ้าไม่ได้บอกวันที่รับสินค้าที่แน่นอน  ว่าสั่งสินค้าไปแล้วกี่วันจะถึง ถ้าเป็นชิปปิ้งที่ดีจะต้องระบุวันเวลาการรับสินค้าชัดเจน เพื่อผู้ที่สั่งสินค้า จะวางขายสินค้าได้ตามเวลาที่กำหนดไว้  .เช็คสถานะของสินค้าได้เอง ชิปปิ้งที่ดีจะสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ด้วยตัวโดยเช็คผ่านหน้าเว็บไซต์ ว่าสินค้าเราถึงไหนแล้ว โดยการติดตามผ่านระบบ Tracking ไม่ว่าอยู่ไหนบนโลกก็สามารถเช็คสถานะของสินค้าได้